กันยายน 28, 2021

Digital Marketing การตลาดออนไลน์ คืออะไร ทำไมต้องDigital Marketing

Digital Marketing
Digital Marketing

Digital Marketing การตลาดออนไลน์ คืออะไร ทำไมต้องDigital Marketing และความแตกต่างของ Digital Marketing และ Online Marketing

Digital Marketing ถือว่าเป็นคำคุ้นหูสำหรับใครหลายๆ คน ไม่ใช่เฉพาะแค่นักการตลาด แต่รวมถึงคนผลิตคอนเทนต์ ทั้ง Blogger หรือ Vlogger รวมถึงผู้ใช้ Social Media ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตมนุษย์ทุกคน

ไม่ว่าเราจะทำอะไร ที่ไหน ตอนไหน กับใคร ถ้าหันมองรอบๆตัวเราแน่นอนว่าจะต้องเจอช่องทางที่เป็นผลผลิตของเทคโนโลยีแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือ Smart Phone ก็ตาม

แน่นอนว่าถ้าให้พูดถึงวิธีการทำ Digital Marketing หลายๆ คนคงสามารถเขียนวิธีหรือกลยุทธ์การเข้าถึงลูกค้าในยุค 4.0 ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว แต่ก่อนจะข้ามไปเรียนรู้กระบวนการทำ Digital Marketing นั้น การเข้าใจว่า Digital Marketing มีความหมายว่ายังไงและทำเพื่อจุดประสงค์อะไร อาจจะช่วยให้เราวางแผนออกมาได้ดียิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้น เราจะพามารู้จักว่า Digital Marketing คืออะไร หมายถึงอะไร มีความสำคัญขนาดไหนในการสร้างแบรนด์ รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและ Keywords สำคัญของ Digital Marketing

 

Digital Marketing คืออะไร?

ถ้า Marketing คือ การทำการตลาดเพื่อกระจายแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าผ่านสื่อกลาง Digital Marketing ก็คือการทำการตลาดรูปแบบใหม่บน Platform ดิจิทัลต่างๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่โลดแล่นอยู่บนโลกดิจิทัลที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) เป็นสื่อกลาง

Digital Marketing สามารถเข้าถึงลูกค้าได้จากทั้งทาง Search Engines เช่น Google หรือ Yahoo, Websites ต่างๆ บนโลกออนไลน์, อีเมล, Social Media platforms เช่น Facebook, Instagram, และ Twitter หรือจะเป็นป้าย Digital Billboard ขนาดยักษ์ที่เปลี่ยนทุกนาทีตามสี่แยกที่เราเห็นกัน

Digital Marketing คือ ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย จาก Traditional Marketing ที่เรามักจะเห็นโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่มาส่งทุกเช้า บนป้าย Billboard ที่ตั้งอยู่ริมถนนเวลารถติด หรือจะเป็นการส่งจดหมายเพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์และแบรนด์ของตัวเองตามที่อยู่ของลูกค้า

เมื่อยุคแห่ง Disruptive Media เข้ามามีบทบาทอย่างมหาศาลในชีวิตของเราทุกคน การทำการตลาดแบบเดิมอาจจะไม่ใช่คำตอบของการเข้าถึงลูกค้าอย่างแท้จริง การเรียนรู้และปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ย่อมเป็นสิ่งที่บริษัทย่อมมีข้อได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้า  รับทำการตลาด

ทำไมถึงต้องเป็น Digital Marketing? 

ในยุคสมัยของเทคโนโลยีที่สามารถดึงดูดผู้คนมากหน้าหลายตาเข้ามาเจอกันบนโลกเสมือนจริง โลกดิจิทัลเป็นพื้นที่ที่นักการตลาดสามารถใช้ประโยชน์ในการโฆษณาสินค้า บริการ หรือโปรโมตแบรนด์ผ่านช่องทางนี้ได้

การใช้ประโยชน์จากช่องทางดิจิทัลนั้นถือว่าเป็นการทำการตลาดที่เข้าถึงผู้คนได้เป็นอย่างดี เพราะว่าผู้คนมักจะใช้ช่องทางออนไลน์ในการค้นหาสิ่งที่ตนเองต้องการ และเราสามารถดึงดูดผู้คนให้เข้ามา

 

ความแตกต่างของ Digital Marketing และ Online Marketing 

การที่เรากระโดดเข้ามาสู่ยุคที่ ‘เทคโนโลยี’ ผันตัวเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ล้อมรอบตัวเรา กลายเป็นอุปกรณ์ดิจิทัลไปหมดแทบทุกอย่าง หนังสือพิมพ์ที่เคยอ่านช่วงเช้ากลับกลายเป็นโทรศัพท์มือถือแบนเรียบที่กำลังแจ้งเตือนข่าวใหม่ของวัน หนังสือนิยายที่เคยหยิบมาอ่านกลับกลายเป็นนิยาย E-book หรือแม้แต่ป้ายโฆษณาริมฟุตบาทหรือสี่แยกเวลารถติด ก็กลายเป็นป้ายจอ LED

แต่ไม่ใช่ว่า Digital จะต้องพึ่งพา Internet เสมอไป เพราะฉะนั้น Digital Marketing สามารถทำได้บนอุปกรณ์เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น LED Billboard หรือ SMS Message รวมถึงแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์ที่สามารถใช้ได้แบบไม่มี Internet เป็นต้น ขอแค่เป็นช่องทางดิจิทัลที่แบรนด์สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ก็นับเป็น Digital Marketing แล้ว

 

ประโยชน์ของการตลาดออนไลน์ (Online Marketing)

ประโยชน์ของ การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) คือ

  • วัดผลได้: การทำการตลาดออนไลน์สามารถวัดผลได้ ต่างจากกับออฟไลน์ที่จะวัดผลได้ยาก โดยการวัดผลก็จะดูที่การคลิก แหล่งที่มาของคลิก (Source) ซึ่งหากจะดูอย่างชัดเจนต้องใช้เครื่องมือเข้ามาจับข้อมูล เช่น Google Analytics หรือหากต้องการวัดผลการคลิกง่ายๆ ก็ใช้ bitly ได้เช่นกัน
  • กำหนดงบโฆษณาได้ : การทำการตลาดออนไลน์ (Online Marketing) สามารถกำหนดงบโฆษณาได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา Google หรือ Facebook ก็สามารถกำหนดได้เลยว่า เรามีงบเท่าไหร่ต่อวัน เช่น เราบอกระบบไปว่า 500 บาทต่อวัน ระบบก็จะใช้งบโฆษณาไม่เกินนี้
  • คิดเงินเมื่อบรรลุเป้าหมาย : โฆษณาออนไลน์ เช่น การโฆษณาบน Google และ Facebook สามารถกำหนดเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของแคมเปญได้ และระบบจะคิดเงินเมื่อโฆษณาบรรลุวัตถุประสงค์แล้วเท่านั้น เช่น หากเราตั้งไว้ว่าต้องการให้คนคลิก ระบบก็จะคิดเงินต่อเมื่อมีคนคลิก (Pay Per Click, PPC) หรือ หากเราตั้งไว้ว่า ต้องการให้โฆษณาแสดงเยอะๆ คนเห็นเยอะๆ ระบบก็จะคิดเงินเป็นแบบ CPM (Cost per 1,000 Impressions) หรือ คิดเงินในทุกๆ การแสดงผล 1,000 ครั้ง (แต่หากแสดงไม่ถึง 1,000 ระบบก็คิดเงินนะ เช่น แสดง 500 ครั้ง ก็จะโดนเรียกเก็บ 50% ของ CPM)
  • คล่องตัว : จะลงโฆษณา 14 วันแล้วหยุดก็ได้ จะเปลี่ยนโฆษณาเมื่อไหร่ก็ได้ หรือหาก COVID-19 ระบาดกระทันหัน จะพอสโฆษณาสัก 1 สัปดาห์ก็ได้ ต่างจากสื่ออื่นๆ ที่มีความลำบากในการปรับ เปลี่ยน ยกเลิก หรือขอหยุด

แบ่งรูปแบบ การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) 4 รูปแบบหลักๆ

หากคุณยังเป็นมือใหม่ในเรื่อง Online Marketing อาจจะงงๆ ว่ามันมีเยอะแยะไปหมด ไม่รู้จะต้องไปที่ช่องทางไหนบ้าง .. ไม่ต้องห่วง เราจะมาสรุปให้เป็น 4 รูปแบบของการตลาดออนไลน์แบบเข้าใจง่ายๆ กัน

1. Search Marketing

การตลาดออนไลน์ในรูปแบบ “การค้นหา” ซึ่งหมายถึงการตลาดบน Search Engine อย่าง Google นั่นเอง โดยเป็นวิธีที่ช่วยให้ลูกค้าค้นหาแล้วเจอธุรกิจของคุณ เพราะคนที่เข้ามาค้นหาบน Google ล้วนมี Demand แล้ว พร้อมหาข้อมูลในการซื้อสินค้าหรือบริการ ดังนั้นหากธุรกิจของคุณไปขึ้นบน Google ใน Keyword ที่ตรงกับธุรกิจ ก็มีโอกาสสูงที่ผู้ใช้ที่เข้ามาค้นหาจะมาเป็นลูกค้า

โดยการที่จะให้ธุรกิจไปขึ้นบนหน้า Google ได้มี 2 วิธี

  1. Google Ads คือ การลงโฆษณาผ่านระบบของ Google โดยจะเสียเงินแบบ PPC หรือเสียเมื่อมีคนคลิกเท่านั้น
  2. SEO (Search Engine Optimization) คือ การใช้เทคนิคต่างๆ ในการ Optimize เว็บไซต์ เพื่อดันให้ไปแสดงในอันดับที่ดีขึ้น SEO จะเป็นการติดแบบธรรมชาติ ไม่ได้เป็นการลงโฆษณา โดยหากคุณไม่มีความรู้อาจต้องให้ SEO Specialist เข้ามาช่วย

สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนทำการตลาดออนไลน์บน Google คือ หน้าเว็บไซต์ หรือหน้า Landing Page เพราะหากคนคลิกเข้ามาแล้วไม่เจอสิ่งที่กำลังค้นหา ก็อาจส่งผลให้ผู้ใช้ออกจากเว็บไซต์ทันที

2. Social Media Marketing

การตลาดออนไลน์บน Social Media ที่เราคุ้นเคยกันคือ Facebook, Instagram, Tiktok, YouTube, Twitter และ LINE โดยจะเป็นการตลาดที่เน้นให้เข้าถึงผู้ใช้จำนวนมาก เน้นให้เกิดการรับรู้ สร้าง Engagement เนื่องจาก Social Media เป็นช่องทางที่มีคนใช้งานเยอะมาก

สิ่งที่ต้องเตรียมให้ดีสำหรับการทำการตลาดออนไลน์บน Social Media คือ “คอนเทนต์” ที่ต้องการนำเสนอ เพราะหากคุณนำเสนอคนเทนต์ที่ไม่น่าสนใจ ยิงโฆษณาไม่ตรงกลุ่ม ก็อาจเสียเงินเปล่าได้

การทำการตลาดบน Social Media ไม่ได้มีแค่การลงโฆษณาอย่างเดียว แต่จะรวมถึงการใช้ Influencer หรือ Blogger ต่างๆ ให้เข้ามาช่วยโปรโมทสินค้าก็ได้เช่นกัน

3. Email Marketing

Email Marketing คือการส่งอีเมลไปยังผู้ใช้ที่ลงทะเบียน หรือ Subscribe ธุรกิจของคุณ โดย เทคนิคของการทำ Email Marketing ต้องอย่าเน้น Hard Sell เพราะจะเป็นการก่อกวน และสุดท้ายเราจะโดยบล็อก หรือ Unsunscribe

การทำ Email Marketing ขั้นตอนแรกคือคุณต้องเก็บ Email จากลูกค้าไว้เยอะๆ และเอามาเก็บในลิสต์ จากนั้นก็ค่อยๆ ส่งอีเมล ที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ หรือการแจ้งข่าวสารที่ลูกค้าอาจสนใจ ไม่ควรเน้นขายของมากเกินไป และไม่ควรส่งทุกวัน (เว้นแต่เนื้อหามีประโยชน์จริงๆ)

4. Web Banner

การโฆษณาแบนเนอร์บนเว็บไซต์ต่างๆ ถือเป็น Online Marketing อีกช่องทางหนึ่ง เช่น การโฆษณาบน เว็บข่าว Blog เป็นต้น การลงโฆษณาแบนเนอร์บนเว็บไซต์จะสามารถทำได้ 2 วิธี

  1. ติดต่อเว็บไซต์โดยตรง โดยสอบถามว่าราคาเท่าไหร่ต่อเดือน มีตำแหน่งอะไรบ้าง แล้วคุณก็เลือกตามนั้น
  2. ลงโฆษณาแบบ GDN (Google Display Network) หรือเป็นการลงผ่านระบบโฆษณาของ Google โดยแบนเนอร์ของคุณจะไปแสดงบนเว็บไซต์ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ Google เช่น Thairath, Sanook หรือ Kapook เป็นต้น

เป้าหมายของโฆษณาแบนเนอร์ส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างการรับรู้ หรือ Awareness และกระตุ้นให้คนคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ โดยแนะนำให้เลือกเว็บไซต์ให้ตรงกับธุรกิจด้วย

 

คำศัพท์ที่ต้องรู้ก่อนเริ่มทำการตลาดออนไลน์ (Online Marketing)

ก่อนจะทำการตลาดออนไลน์คุณควรจะต้องเข้าใจคำศัพท์เหล่านี้ก่อน เพื่อที่จะสามารถวัดผลเบื้องต้นได้

  • Campaign Objective : วัตถุประสงค์ในการทำแคมเปญการตลาดออนไลน์ เช่น ต้องการ Traffic เข้าเว็บไซต์ ต้องการยอดผู้ติดตาม ต้องการยอดวิว ต้องการยอดการลงทะเบียน เป็นต้น
  • Click : คือ จำนวนการคลิก
  • Impression : คือ จำนวนการแสดงผล (คน 1 คนเห็นโฆษณา 2 ครั้ง นับเป็น 2 Impressions)
  • Reach : คือ จำนวนการเข้าถึง (คน 1 คนเห็นโฆษณา 2 ครั้ง นับเป็น 1 Reach)
  • View : คือ จำนวนการรับชมวิดีโอ
  • Lead : คือ จำนวนการติดต่อเข้ามา หรือลงทะเบียนพร้อมข้อมูลการติดต่อกลับ
  • Engagement : คือการมีส่วนร่วมกับโพสต์ หรือโฆษณา เช่น คลิก แสดงความรู้สึก คอมเมนต์ เซฟ หรือแชร์ เป็นต้น
  • Frequency : คือ จำนวนที่บอกว่า 1 คนเห็นโฆษณากี่ครั้ง เช่น คน 1 คนเห็นโฆษณา 3 ครั้ง จะมี Frequency = 3
  • CTR (Click Through Rate) : คือ อัตราการคลิก (Click / Impression) x 100
  • PPC (Pay Per Click) : คือ การโฆษณาแบบที่จ่ายเงินเมื่อมีการคลิกเกิดขึ้นเท่านั้น
  • CPC (Cost Per Click) : คือ ค่าใช้จ่ายต่อ 1 คลิก
  • CPM (Cost Per 1,000 Impression) : คือ ค่าใช้จ่ายต่อการแสดงโฆษณา 1,000 ครั้ง
  • CPV (Cost Per View) : คือ ค่าใช้จ่ายต่อการรับชมวิดีโอ 1 วิว
  • Conversion หรือ Goal : คือ จำนวนการกระทำตามเป้าหมายที่กำหนด (ที่เป็นเป้าหมายทางธุรกิจ) เช่น การ Add to Cart การสั่งซื้อ การโทรติดต่อ
  • Conversion Rate : คือ อัตราการเกิด Conversion เทียบกับจำนวนคนคลิกเข้ามา (Conversion / Click) x 100
  • Tracking Code : คือโค้ดที่ถูกสร้างจากระบบต่างๆ เช่น Google Analytics, Google Tag Manager หรือ Facebook Pixel ที่สามารถนำเข้ามาติดบนเว็บไซต์เพื่อเก็บข้อมูล หรือเอามาจับยอด Conversion บนเว็บไซต์
  • Pixel : คือ โค้ดของทาง Facebook ที่ต้องเอาไปติดตั้งบนเว็บไซต์ เพื่อให้ระบบ Facebook เข้ามาเก็บข้อมูลผู้ใช้บนเว็บไซต์ และนำไปใช้ประโยชน์ในการทำโฆษณาบน Facebook ต่อ ไม่ว่าจะเป็นการ Remarketing หรือการวัด Conversion (Goal)
  • Remarketing หรือ Retargeting : คือการยิงโฆษณาซ้ำไปยังผู้ใช้ที่เคย Engage กับธุรกิจของคุณก่อนหน้านี้ เช่น เคยเข้าชมเว็บไซต์ หรือเคยมีส่วนร่วมบน Facebook เป็นต้น
  • Placement : คือ ตำแหน่งที่โฆษณาแสดง
  • Influencer : คือ ผู้ที่มีคนติดตามจำนวนมากบนช่องทางออนไลน์ อาจจะมาจากการผลิตคอนเทนต์ที่น่าสนใจ และโดดเด่น จึงทำให้คนอื่นๆ อยากเข้ามาติดตามความเป็นไป Lifestyle หรือกิจกรรมของ Influencer คนนั้น
  • Micro Influencer : คือ Influencer ที่มีฐานผู้ติดตามไม่สูงมาก โดยปกติจะอยู่ในช่วง 10,000-100,000 คน
  • KOL (Key Opinion Leader) : คือ ผู้ที่มีอิทธิพลในด้านความคิด ความเชื่อ ที่มีผลต่อการตัดสินใจของคน โดย KOL อาจเป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือ มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ