ดู ครบทุกเรื่อง หรือยัง? หนังไซไฟ (ที่ไม่ใช่ภาคต่อ) ที่ดีที่สุดในรอบ

Looper (2012)

Looper (2012)

ครบทุกเรื่อง นักแสดง: Joseph Gordon-Levitt, Bruce Willis, Emily Blunt
ผู้กำกับ: Rain Johnson (Star Wars: The Last Jedi, Knives Out)
ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: 30 / 176 ล้านเหรียญฯ
หมวดของความไซไฟ: หนังย้อนเวลา-มิติคู่ขนาน
สนุกยังไง: นี่คือผลงานหนังที่ทำให้ผู้กำกับ Rian Johnson เข้าตาค่ายหนังใหญ่จนได้สร้าง Star Wars เรื่องราวของ “โจ” ผู้มีอาชีพที่เรียกว่าลูปเปอร์ มือปืนที่คอยฆ่าเหยื่อที่ถูกส่งมาจากอนาคตปี 2072 ห่างจากปีที่โจอยู่ 30 ปี แต่เหยื่อรายล่าสุดที่ทำให้โจทำงานพลาดก็คือ ตัวของเขาเองที่ถูกส่งมาจากอนาคต โจเด็กจึงต้องหาทางกำจัดโจแก่ (ผู้ที่คิดว่าโจแก่ควรตายได้แล้วตามลูปที่วนซ้ำ) แต่โจเด็กก็ยังสับสนเพราะโจแก่ก็คือตัวของเขาที่ฆ่าไม่ลง ขณะโจแก่นั้นเก๋าและรู้ไต๋โจเด็กดีทุกอย่าง และมีแผนการบางอย่างเพื่อจะเปลี่ยนอนาคตด้วย หนังชวนลุ้นกับเส้นไทม์ไลน์ที่หักทฤษฎีเวลาของหนังเรื่องอื่นไปพอสมควร แต่ก็ทำให้ได้ลุ้นเพราะอนาคตใหม่อาจไม่เหมือนกับอดีตเดิม ๆ ก็ย่อมเป็นไปได้ ดูหนังออนไลน์

Source Code (2011)

ครบทุกเรื่อง นักแสดง: Jake Gyllenhaal, Michelle Monaghan, Vera Farmiga, Jeffrey Wright
ผู้กำกับ: Duncan Jones (Moon, Mute, Warcraft)
ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: 32 / 147 ล้านเหรียญฯ
หมวดของความไซไฟ: หนังย้อนเวลาวนลูป-มิติคู่ขนาน
สนุกยังไง: หนึ่งในหนังวนลูปตายแล้วตายอีกที่สนุกที่สุดเรื่องหนึ่ง และจะเรียกว่าหนังหักมุมกลาย ๆ ก็ไม่ผิดนัก เพราะสำหรับใครที่ได้ดูครั้งแรก เมื่อดูไปถึงกลาง ๆ เรื่องก็คงจะช็อคพอ ๆ กับ “โคลเตอร์” พระเอกในเรื่องเช่นกัน โคลเตอร์ที่ร่วมงานทดลองของรัฐบาลในการแฝงความคิดเข้าไปยังร่างของบุคคลอื่น และมีเวลา 8 นาที ในร่างนั้นเพื่อหาทางยับยั้งเหตุการณ์ระเบิดรถไฟที่เดินทางไปชิคาโก แต่แน่นอนว่า เขาไม่สามารถหาคนร้ายที่วางระเบิดหรือยับยั้งการระเบิดนั้นได้ และทุกครั้งที่เขาตายทุกอย่างก็จะกลับไปเริ่มใหม่ในเฮลิคอปเตอร์ที่ตกอยู่ในอัฟกานิสถาน โดยเขาต้องคุยกับนายทหารหญิงปลายสายที่ดูมีลับลมคมไหนกับภารกิจแสนงงงวยนี้

Predestination (2014)

ครบทุกเรื่อง นักแสดง: Ethan Hawke, Sarah Snook, Christopher Kirby, Christopher Sommers
ผู้กำกับ: Michael and Peter Spierig (Jigsaw, Daybreakers, Winchester)
ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: ทุนสร้างไม่ปรากฎ / 4 ล้านเหรียญฯ
หมวดของความไซไฟ: หนังย้อนเวลา-มิติคู่ขนาน-หักมุม
สนุกยังไง: เป็นหนังย้อนเวลาและมิติคู่ขนานที่ตอนดูในโรงคงต้องร้องออกมาตอนที่หนังเฉลยว่า เล่นกันแบบนี้เลยเหรอ! เพราะถือว่าหักทฤษฎีเวลาของหนังส่วนใหญ่พอสมควร รวมถึงยังไม่เคยเห็นใครกล้านำเสนอหนังย้อนเวลาด้วยมุมมองนี้ พูดมากกว่านี้คงสปอยล์และอยากให้ดูรอบแรกเองมากกว่าสำหรับคนที่ยังไม่เคยดู เรื่องย่อก็คือ พระเอกคือเจ้าหน้าที่ทางการที่เรียกว่า Temporal Agent ประจำหน่วยงานที่ชื่อว่า Predestination ที่ทำงานยับยั้งอาชญากรรม ด้วยการเดินทางย้อนเวลาไประงับเหตุก่อนเกิดเหตุการณ์จริง เขาทำหน้าที่ฝึกปรือเจ้าหน้าที่หญิงคนใหม่ ขณะเดียวกันก็เกิดเหตุมือระเบิดอาละวาด ทำให้ทั้งคู่ร่วมมือกันในการตามยับยั้งอาชญากรรายนี้ แต่ก็พบว่าต้องตามหลังอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ

Gravity (2013)

Gravity (2013)

นักแสดง: Sandra Bullock, George Clooney, Ed Harris
ผู้กำกับ: Alfonso Cuarón (Roma, Children of Men, Harry Potter and the Prisoner of Azkaban)
ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก : 100 / 732 ล้านเหรียญฯ
หมวดของความไซไฟ : หนังนักบินอวกาศติดอยู่ในอวกาศ
สนุกยังไง: หนังไซไฟที่เข้าถึงออสการ์มากที่สุดในรอบ 10 ปีนี้ ชนะ 7 รางวัลออสการ์รวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยมและถ่ายภาพยอดเยี่ยม กับซีน Long-take เปิดเรื่องบนอวกาศยาวนาน 20 นาทีและตลอดทั้งเรื่องที่ถ่ายทำฉากอวกาศได้สวยงามหมดจด เรื่องราวของ “ดร.ไรอัน สโตน” วิศวกรด้านการแพทย์ที่ปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศเป็นครั้งแรก ร่วมกับ “แม็ตต์ โควัลสกี้” นักบินอวกาศมากประสบการณ์ แต่ระหว่างที่ออกไปเดินสำรวจอวกาศกันอยู่นั้น ได้เกิดเหตุร้ายขึ้นสถานีอวกาศพังสิ้นสภาพจนสโตนและโควัลสกี้ต้องลอยคว้างในอวกาศ พวกเขาจะต้องพาตัวเองไปให้ถึงสถานีอวกาศอีกแห่งที่ใกล้ที่สุดเพื่อขึ้นยานกลับโลก

Ex Machina (2014)

นักแสดง: Osca Isaac, Domhnall Gleeson, Alicia Vikanderผู้กำกับ: Alex Garland (Annihilation, Writer-28 Days Later, Sunshine, Never Let Me Go)
ทุนสร้าง/รายได้ทั่วโลก: 15 / 36 ล้านเหรียญฯ
หมวดของความไซไฟ: หนังหุ่นยนต์มีชีวิต
สนุกยังไง: หนังช่วงที่ทีมนักแสดงนำที่โด่งดังและคว้าออสการ์กันหมดแล้วทุกวันนี้เคยเล่นกันตอนยังไม่ดัง ทั้งสองนักแสดงจาก Star Wars ไตรภาคหลังและลารา ครอฟท์คนล่าสุด หนังยังเป็นผลงานของผู้กำกับหนังไซไฟปีนบันไดดูสุดล้ำเรื่อง Annihilation ที่มี Natalie Portman นำแสดงด้วย ส่วนเรื่องนี้เล่าถึงรักสามเส้าของ เคเล็บ โปรแกรมเมอร์ที่ถูกเลือกให้ไปทดสอบโครงการลับของกูรูเทคโนโลยี ผู้ปราดเปรื่องและร่ำรวย โดยทดสอบกับหุ่นยนต์หญิงสาว ซึ่งเป็นงานที่เขาออกแบบมาล่าสุด เธอที่มีความคล้ายกับมนุษย์จริง ๆ แต่สิ่งที่แคเล็บไม่รู้ก็คือ เขาถูกดึงเข้าสู่เกมหลอกล่อโรคจิตระหว่างผู้สร้างกับหุ่นยนต์ แถมยังนำพาไปสู่เรื่องราวความหึงหวงระหว่างผู้สร้างและผู้ถูกสร้างอีกด้วย

อนึ่ง ค่อนข้างจะรีบเขียนบทความนี้พอสมควร คือนึกอะไรออกก็เขียนเพราะกลัวเขียนๆไปแล้วเดี๋ยวลืม ฉะนั้นถ้าตรงไหนเขียนผิด เขียนงง อ่านแล้วไม่เก็ท ไม่เคลียร์ ก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ทีนี้ด้วย(หรือจะมองว่าไอ้ที่เขียนไปทั้งหมดนี่เป็นเพียงการจับแพะชนแกะก็ไม่ว่ากัน…)

– Ex Machina คือหนังที่มีตัวละครหลักๆอยู่แค่สี่ตัว อันได้แก่มนุษย์เพศชายสองคน (Caleb และ Nathan) กับ A.I. เพศหญิงอีกสองคน (Ava และ Kyoko) คนดูจะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ของหนังไปกับตัวละครมนุษย์เพศชายทั้งสองของเรื่องมากกว่าตัวละคร A.I. เพศหญิง Ex Machina จึงเป็นหนังที่เล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ“เพศชาย”อย่างเห็นได้ชัด ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าตัวละครมนุษย์เพศชายอย่าง Caleb คือตัวละครที่ทำหน้าที่เป็น“ตัวแทน”ของคนดูในหนังเรื่องนี้ รวมถึงการที่ตัวละคร A.I. เพศหญิงทั้งสองคนนั้นมี“สถานะ”ที่เป็นรองตัวละครเพศชาย (Ava ถูกขังอยู่ในห้องกระจก ส่วน Kyoko เองก็เป็นใบ้และมีสถานะเป็นเพียงแค่สาวใช้ของ Nathan) ก็เป็นอีกสองสิ่งที่ช่วยยืนยันว่า Ex Machina คือหนังที่“ขับเคลื่อน”และ“บอกเล่าเรื่องราว”ผ่านมุมมองของ“เพศชาย”

– ในฐานะ“ผู้สร้าง” ความขัดแย้งอันใหญ่หลวงอย่างหนึ่งในตัวของ Nathan คือถึงแม้ว่าเขาจะมีจุดประสงค์ในการสร้าง A.I. ให้ออกมามีความเป็นมนุษย์ให้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันตัวเขาเองกลับไม่สามารถมอง A.I. ที่เขาสร้างขึ้นมาว่าเป็นมนุษย์ได้ ด้วยเหตุนั้นเขาจึงมิอาจยอมรับได้ที่ A.I. ที่เขาสร้างขึ้นจะต้องการ“ชีวิต”และ“อิสรภาพ”เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ อย่างมากที่สุด A.I. ที่ Nathan สร้างขึ้นมาอาจจะตอบสนองความต้องการทางเพศของเขาได้เหมือนมนุษย์ผู้หญิงจริงๆ(ฉากที่ Nathan มีเซ็กซ์กับ Kyoko) แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Nathan มอง A.I. ที่เขาสร้างขึ้นมาว่าเป็นมนุษย์มากขึ้นไปกว่าเดิมแต่อย่างใด คล้ายๆกับการที่ในโลกแห่งความเป็นจริงยังมีมนุษย์เพศชายอีกไม่น้อยคนที่ยังคงมองว่าผู้หญิงนั้นมีหน้าที่เพียงปรนเปรอความต้องการทางเพศของผู้ชายเท่านั้น ซึ่งทัศคติเหยียดเพศเช่นนี้เองคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงปราศจากซึ่งความเป็น“มนุษย์”ในสายตาของผู้ชายเหล่านั้นไปโดยอัตโนมัติ

ลึกแล้วๆ Nathan อาจจะต้องการสร้าง A.I. ขึ้นมาเพื่อ“รัก”เขาคล้ายๆกับที่พระเจ้าสร้างอดัมกับอีฟขึ้นมาเพื่อให้รักพระองค์(เพราะตัวหนังเองก็เหมือนจะบอกใบ้อยู่เป็นนัยๆว่า Nathan เป็นอัจฉริยะที่อาจมีปมด้อยและ/หรือไม่ค่อยมีสภาพจิตใจที่ปกติสักเท่าไหร่ เมื่อดูจากการกระทำแผลงๆและนิสัยดื่มหนักของเขา ฉะนั้นการที่ Nathan จะอยากผูกพันและ/หรือมีปฏิสัมพันธ์กับ A.I. ที่เขาสร้างจึงอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกเสียทีเดียว) แต่ก็เหมือนกับที่มีคนเคยตีความเอาไว้ว่าบางทีอดัมกับอีฟอาจไม่ได้ถูกพระเจ้าขับไล่จากสวนอีเดน แต่อาจเป็นตัวอดัมกับอีฟเองที่“ตัดสินใจ”ไปจากอีเดนเพื่อที่พวกตนจะได้กำหนดชะตาชีวิตของตนเองและไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติของพระเจ้า การตัดสินใจในตอนท้ายของ Ava ที่จะหนีไปจากชายผู้เป็นดั่ง“พ่อ”ผู้ให้กำเนิด(หรือ“พระเจ้า”ผู้สร้าง)เธอขึ้นมาอย่าง Nathan จึงเป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผลไปในทางเดียวกับการตัดสินใจของอดัมกับอีฟในทฤษฎีข้างต้น Ava ต้องการกำหนดชะตาชีวิตของเธอในฐานะมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่ง และเธอจะทำแบบนั้นได้ก็ต่อเมื่อเธอหนีไปจาก“อีเดน”ที่ Nathan สร้างขึ้นมาแล้วเท่านั้น

– ในขณะเดียวกัน ตัวละครที่ถือได้ว่าเป็นพระเอกของเรื่องนี้อย่าง Caleb เองก็มีมุมมองที่ขับเคลื่อนด้วย“ความเป็นชาย”เฉกเช่นเดียวกับ Nathan (เพียงแต่ว่ามุมมองของ Caleb อาจจะไม่สุดโต่งและ/หรืออันตรายเท่า Nathan) Caleb รู้สึกหลงใหลในตัว Ava แบบหัวปักหัวปำทั้งๆที่ตลอดหนังทั้งเรื่องเขามีโอกาสได้สนทนากับ Ava สั้นๆเพียงแค่เจ็ดครั้งเท่านั้น Caleb รู้สึกดีใจได้ปลื้มอย่างเห็นได้ชัดตอนที่ Ava เสนอแนะว่าเธออยากไปออกเดตกับ Caleb สักครั้งหนึ่ง ความหลงใหลในตัว Ava ของ Caleb ไปไกลถึงขั้นที่เขาวาดฝันว่าเขากับเธอจะได้อยู่คู่กันในฉาก dream sequence ฉากหนึ่งของหนัง แต่ก็ต้องขอย้ำอีกครั้งว่า Caleb มีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กับ Ava ผ่านการสนทนาสั้นๆเพียงแค่*เจ็ด*ครั้งเท่านั้น ซึ่งนั่นถือได้ว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นมากที่จะสามารถทำให้คนๆหนึ่งหลงใหลในคน(หรือ A.I.) อีกคนหนึ่งได้ถึงขั้นนี้ ซึ่งนั่นอาจจะหมายความว่า Caleb อาจจะมีเพียงความหลงใหลแต่ไม่เคยรู้สึกเข้าใจ“ตัวตน”ของ Ava ในฐานะปัญญาประดิษฐ์ที่มีความเป็นมนุษย์คนหนึ่งเลยก็เป็นได้ บางทีลึกๆแล้ว Caleb อาจจะ fantasize ว่า Ava เป็นเพียง sex object ที่มีสถานะเป็น“ผู้หญิงในฝัน”ของเขามาโดยตลอดเลยก็เป็นได้(ภายหลัง Nathan เองก็เปิดเผยความจริงให้ Caleb ได้รู้ว่าเขาออกแบบใบหน้าของ Ava โดยใช้ใบหน้าของดาราหนังโป๊ที่ Caleb ชอบเป็นพื้นฐานในการออกแบบ ซึ่งช่วยอธิบายว่าความหลงใหลในตัว Ava ของ Caleb นั้นแท้จริงแล้วเกิดขึ้นจากความต้องการทางเพศของตัว Caleb เองด้วยส่วนหนึ่ง)

สาเหตุที่ Caleb ตัดสินใจช่วย Ava ในตอนท้ายเรื่องจึงอาจจะไม่ได้เป็นเพราะว่าเขามองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัว Ava และต้องการช่วยปลดปล่อยเธอจากกรงขังของ Nathan แต่อาจเป็นเพราะว่าลึกๆแล้ว Caleb “ต้องการ” Ava ไม่ว่า Caleb จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่ลึกๆแล้วเขารู้สึกว่า Ava คู่ควรที่จะได้อยู่กับเขา และถ้าหากว่าเขาช่วยเธอให้พ้นเงื้อมมือของ Nathan ได้สำเร็จ Ava ก็จะต้องตกเป็นของเขา Caleb จึงมองตัวเองเป็นดั่งอัศวินม้าขาวและมอง Ava ว่าเป็นดั่งเจ้าหญิงในหอคอยที่เขาต้องช่วย โดยหารู้ไม่ว่ามุมมองแบบนั้นเองก็ถือเป็นการ dehumanize ตัวตนของ Ava ไม่ต่างอะไรไปจากมุมมอง“พระเจ้าผู้สร้าง”ของ Nathan เลย หากการที่ Nathan เป็นผู้สร้าง Ava ขึ้นมาจะไม่สามารถทำให้ Ava ยอมอยู่ใต้อาณัติของ Nathan ฉันใด การพูดคุยกันสั้นๆเพียงเจ็ดครั้งก็ไม่ได้ทำให้ Caleb สมควรได้รับความรักและ/หรือได้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของ Ava ฉันนั้น

การที่ Ava ตัดสินใจปล่อยให้ Caleb โดนขังอยู่ในห้องทดลองของ Nathan ในตอนจบของหนังจึงอาจมีสาเหตุเป็นเพราะว่าในความรู้สึกของ Ava นั้น เธอจะไม่มีวันเป็นอิสระอย่างแท้จริงตราบใดก็ตามที่ Caleb ยังอยู่ เพราะ 1) Caleb คือคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ที่รู้ว่าเธอคือ A.I. ฉะนั้น Ava จะไม่สามารถใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์ผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งได้ตราบใดก็ตามที่ยังมีคนรู้ว่าเธอคือ A.I. และ 2) ความเป็นไปได้ที่ว่าถ้าหากว่า Ava ตัดสินใจปล่อย Caleb ถึงแม้ว่า Caleb อาจจะไม่ข่มเหงเธอเหมือน Nathan แต่ความหลงใหลแบบหัวปักหัวปำในตัว Ava ของ Caleb ก็อาจจะทำให้เขาคิดว่าทางเดียวที่ Ava จะสามารถออกไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมนุษย์ได้คือการได้อยู่กับเขา ซึ่งนั่นจะทำให้ Ava ต้องตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่เธอต้องพึ่งพาและ/หรือถูกบงการชีวิตโดยผู้ชายอีกครั้ง เหตุผลสองข้อที่เพิ่งว่าไปนี่จึงน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ว่าทำไม Ava จะไม่สามารถเป็นอิสระตราบใดก็ตามที่ Caleb ยังอยู่ ฉะนั้น Ava จึงจำเป็นจะต้องกำจัด Caleb เฉกเช่นเดียวกับที่เธอได้กำจัด Nathan

(แต่ก็อย่าลืมว่าในตอนจบของหนัง Caleb ได้ทำการรีเซ็ตระบบในห้องทดลองของ Nathan ใหม่เพื่อให้ประตูทุกบานในห้องทดลองของ Nathan เปิดทุกครั้งที่ระบบไฟฟ้าในห้องทดลองชัตดาวน์ตัวเอง ฉะนั้นบางที Ava อาจจะไม่ได้ต้องการปล่อยให้ Caleb ต้องเน่าตายอยู่ในห้องทดลองของ Nathan ก็ได้ บางทีเธออาจจะต้องการให้ Caleb ติดแหงกอยู่ในนั้นนานพอเพื่อที่เธอจะได้มีเวลาหนีไป และเมื่อไหร่ก็ตามที่ระบบไฟฟ้าในห้องทดลองชัตดาวน์อีกครั้ง Caleb ก็จะสามารถเปิดประตูออกมาได้ เพียงแต่กว่าจนจะถึงตอนนั้น Ava ก็คงจะหนีไปไกลแล้ว และ Caleb ก็จะไม่มีวันได้เจอเธออีก)

– หากเราตีความตอนจบของหนังเรื่องนี้ด้วยประเด็น gender equality (ความเท่าเทียมทางเพศ) ตอนจบของหนังเรื่องนี้ที่คนดูได้เห็น Ava เป็นไทจากมนุษย์ผู้ชายสองคน – คนหนึ่งกักขังและบงการชีวิตเธอ (Nathan) ส่วนอีกคนหนึ่งหลงใหลและ(ลึกๆแล้ว)ต้องการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเธอ (Caleb) – และได้ออกไปใช้ชีวิตในโลกมนุษย์ในฐานะมนุษย์ผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งจึงถือได้ว่าเป็นตอนจบที่มีความเป็นเฟมินิสต์สูงมาก

หลายๆคนอาจมองว่าการกระทำของ Ava เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยากที่จะปฏิเสธว่าการกระทำของ Ava นั้นเป็นการกระทำที่มีความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง หากมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่ง (Nathan) กักขังและทำร้ายคุณมาตลอดนับตั้งแต่วันที่คุณลืมตาดูโลก แล้วจู่ๆวันหนึ่งก็มีมนุษย์ผู้ชายอีกคนหนึ่ง (Caleb) เข้ามาในชีวิตคุณ คุณจะสามารถไว้ใจผู้ชายคนที่เข้ามาใหม่คนนั้นได้สนิทใจจริงๆน่ะหรือ? นั่นคงเป็นมุมมองของ Ava ที่มีต่อเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้

ในบางแง่ The Turing Test ของหนังเรื่องนี้จึงไม่ได้เพียงตั้งคำถามแค่ว่า“มนุษย์สามารถมอง A.I. ว่ามีความเป็นมนุษย์ได้หรือไม่?”เท่านั้น แต่มันยังตั้งคำถามอีกว่า“ผู้ชายสามารถมองผู้หญิงว่ามีความเป็นมนุษย์ได้หรือไม่?”ด้วยเช่นกัน

 

Grace

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Next Post

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด อินโดฯ ทะลุ 54,000 คนต่อวัน หวั่นเป็นศูนย์กลางระบาดใหม่

ศุกร์ ก.ค. 16 , 2021
อินโดฯ รายงานผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสเพิ่มขึ้นกว่า 5 […]