คลิปอุทาหรณ์ จยย.ซิ่งฝ่าไฟแดง พุ่งชนรถตำรวจกลางสี่แยก

งานนี้ตำรวจเจอเอง….จยย. ซิ่งฝ่าไฟแดง พุ่งชนตำรวจกลางสี่แยก

เฟซบุ๊กส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งเปิดเผยคลิปการเกิดอุบัติเหตุที่ตนเองประสบขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านแยก

ซิ่งฝ่าไฟแดง กล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 เวลาประมาณ 9.48 น. ขณะนั้นพบว่าสัญญาณไฟจราจรของฝั่งผู้ก่อเหตุเป็นสีแดง แต่ผู้ขับขี่ไม่ยอมหยุดรถ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับรถจักรยานยนต์ของตำรวจที่ประสบเหตุผ่านบริเวณนั้นพอดี

ท้ายที่สุดคู่กรณีพุ่งชนส่วนท้ายรถจักรยานยนต์ของตำรวจ ต่างฝ่ายเสียหลักล้มได้รับบาดเจ็บ ภายหลังนายตำรวจที่ประสบเหตุ จึงนำคลิปดังกล่าวมาเผยแพร่หวังเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน พร้อมแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่สวมใส่หมวกนิรภัย และปฎิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

เพื่อนเล่าลางร้าย กลิ่นธูปคลุ้งห้องนอน ก่อนหนุ่มโชเฟอร์ 22 ล้อ แหกโค้งสะพานพลิกคว่ำเสียชีวิต

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 7 พ.ย.64 เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ เสียหลักแหกโค้งพลิกคว่ำเทกระจาด บริเวณทางโค้งขึ้นสะพานวงแหวนเลี่ยงเมือง อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา พบรถบรรทุกฮีโน่ ทะเบียน 70-7173 นครราชสีมา บรรทุกกระสอบแป้งมันสำปะหลังหนัก 32 ตัน รวมน้ำหนักรถด้วยหนัก 50 ตัน สภาพพลิกตะแคงข้าง กระสอบแป้งมันกระเด็นตกสะพาน บริเวณหัวรถกระแทกกับขอบสะพานจนพังยับเยิน

ส่วนคนขับทราบชื่อ นายอนันต์ กุนขุนทด อายุ 36 ปี ถูกประตูรถกดทับศีรษะเสียชีวิตคาพวงมาลัย กู้หน่วยภัยฮุก 31 นำร่างออกมาจากซากรถ ก่อนส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลขามทะเลสอ

จากการสอบสวนทราบว่า นายอนันต์ ผู้ตายขับรถบรรทุกแป้งมันสำปะหลังเต็มคัน มาจากโรงแป้งในเขต อ.ขามทะเลสอ จะไปส่งท่าเรือคลองเตยกรุงเทพฯ ขณะเร่งเครื่องรถขึ้นสะพานวงแหวน ลักษณะเป็นทางโค้งครึ่งวงกลมลาดชัน เกิดเสียหลักพลิกคว่ำ เนื่องจากแรงเหวี่ยงจากน้ำหนักบรรทุกรวม 50 ตัน ตัวรถกระแทกของราวสะพาน ทับร่างเสียชีวิตคาที่

ขณะเพื่อนร่วมงานบอกว่าเช้าก่อนเกิดเหตุมีลางร้าย ที่ห้องนอนของนายอนันต์ผู้ตายมีกลิ่นธูปลอยคละคลุ้งทั้งๆ ที่ไม่มีใครจุดธูปกระทั่งตกบ่ายนายอนันต์มาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอย่างคาดไม่ถึง อย่างไรก็ตาม สะพานวงแหวนแห่งนี้เพิ่งเปิดใช้งานได้แค่ 1 ปี เคยเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ เสียหลักแหกโค้งพลิกคว่ำบริเวณจุดเดียวกันมาแล้ว 2 ครั้ง

กลุ่มไทยรักษา ตั้งโต๊ะลงชื่อไม่แก้ไข-ไม่ยกเลิก ม.112 หน้าหอศิลป์

กลุ่มไทยรักษานัดทำกิจกรรมตั้งโต๊ะลงชื่อไม่แก้ไขไม่ยกเลิกมาตรา 112 หน้าหอศิลป์เผยเตรียมล่า 1 ล้านรายชื่อพร้อมให้ลงชื่อในออนไลน์ด้วย

บรรยากาศบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครหลังมีการนัดทำกิจกรรมของกลุ่มไทยรักษาที่นัดทำกิจกรรมเปิดโต๊ะเข้าชื่อไม่แก้ไขไม่ยกเลิกมาตรา 112 ตั้งแต่เวลา 16.00น.-18.30น. ซึ่งมีการนำป้ายขนาดใหญ่มาติดบริเวณสะพานสะกายวอร์คที่ระบุข้อความว่า “การดำรงอยู่ของประเทศไทยขึ้นอยู่กับความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ การยกเลิกมาตรา 112 จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นอ่อนแอ อันจะส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง นั่นหมายถึงการกระทบต่อความร่มเย็นเป็นปกติสุขของชีวิตประชาชน ทั้งเกือบ 70 ล้านคน เพื่อประชาชน ไม่แก้ไข ไม่ยกเลิก มาตรา 112”

โดยล่าสุดมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ เจ้าหน้าที่เทศกิจ รวมถึงเจ้าหน้าที่ของสถานีรถไฟฟ้าประจำการอยู่บริเวณโดยรอบ ซึ่งประชาชนที่สนใจกิจกรรมทยอยเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนั่งรอทำกิจกรรมบริเวณหน้าหอศิลป์

ซึ่งเมื่อเวลา 16.25 น. มีวัยรุ่นชายหนึ่งคนนั่งอยู่บริเวณบันไดสกายวอร์คหน้าหอศิลป์มีการถ่ายรูปและชู3นิ้วทำให้ผู้ที่มาร่วมกิจกรรมบางส่วนไม่พอใจจึงเดินเข้ามาสอบถามจุดประสงค์ของการถ่ายรูปและชู3นิ้วบริเวณนี้

ทั้งนี้นายกิตติศักดิ์ยานาบัวหรือนัทแกนนำกลุ่มไทยรักษาระบุว่าการทำกิจกรรมในวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นกิจกรรมล่ารายชื่อผู้ที่ไม่ต้องการให้ยกเลิกมาตรา112โดยจะมีการล่ารายชื่อให้ได้1ล้านรายชื่อและจะมีการให้ร่วมลงชื่อทางออนไลน์อีกด้วยจากนั้นทางกลุ่มมีการถ่ายรูปร่วมกันก่อนเดินทางกลับ

ยายวัย85ทุกข์หนักหนุ่มเพื่อนบ้านบีบแตรก่อกวนทุกวันนาน2ปีล่าสุดตามด่าถึงหน้าบ้าน

วันที่ 7 พ.ย.64 ผู้สื่อข่าวได้รับร้องเรียนจาก นางกนกพร มีแก้ว อายุ 50 ปี ว่าได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากเพื่อนบ้าน มาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี โดยเพื่อนบ้าน ทราบชื่อคือ นายเก๋ (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ชอบขี่รถจักรยานยนต์ ผ่านหน้าบ้านของผู้เสียหาย จะต้องมีการบีบแตรทุกครั้งอย่างเสียงดัง ไม่ว่าจะผ่านหน้าบ้านทั้งตอนกลางวันและตอนกลางคืน ส่งผลต่อสุขภาพของ นางสว่าง ต่อเนื่อง อายุ 85 ปี มารดาที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันสูง ซึ่งเคยมีการพูดคุยกันแล้วแต่ไม่เป็นผล

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 64 เวลาประมาณ 13.00 น. นางสว่าง วัย 85 ปีผู้เสียหายได้เดินไปซื้อของที่ร้านค้าของนางเลี่ยม(สงวนนามสกุล)อายุ73ปีมารดาของนายเก๋ คู่กรณีซึ่งไม่ห่างจากบ้านของตนเอง นายเก๋ได้มีการต่อว่านางสว่างซ้ำยังตามมาตะโกนด่าเสียงดังถึงหน้าบ้านด่าทอว่าว่าเกลียดชังจนนางกนกพรผู้เป็นลูกสาวทนไม่ไหวไปแจ้งความที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ ไว้เป็นหลักฐาน เมื่อวันที่ 6 พ.ย.64

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านเกิดเหตุ ภายในซอยวัดชมภูเวก ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี เพื่อพูดคุยกับ นางกนกพร และนางสว่าง สองแม่ลูกผู้เสียหาย พบว่าบ้านของผู้เสียหาย เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว โดยหน้าบ้านมีถนนเป็นซอยแคบ กว้างประมาณ 1.20 เมตร รถ จักรยานยนต์ผ่านได้ ภายในซอยมีบ้านเรือนประชาชนตั้งอยู่อีกประมาณ 5 หลัง โดยบ้านของนายเก๋ คู่กรณี ตั้งอยู่ท้ายซอย ซึ่งเวลาจะออกจากบ้านต้องขี่รถจักรยานยนต์ผ่านหน้าบ้านของผู้เสียหาย ซึ่งห้องนอนของผู้เสียหายอยู่ติดกับทางรถผ่าน

จากการนางสว่าง อายุ 85 ปี มารดาของผู้เสียหาย เล่าทั้งน้ำตาว่า ล่าสุดเมื่อวานที่ตนเดินไปร้านแม่เขา ไปซื้อของ กลับถูกต่อว่า ตะโกนด่าทอเสียงดัง ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้ รู้สึกตกใจมากหัวใจเต้นแรง เสียใจไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้เขา ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องการขี่รถจักรยานยนต์ผ่านบีบแตรเสียงดังตลอดนานเป็นปีๆ ทุกครั้งที่ขับผ่านบีบแตรตนก็จะตกใจ ใจหาย ปวดหัว สะดุ้งทุกครั้ง ตนมาอยู่ตรงนี้แล้ว จะให้ทำอะไรได้ ลูกชายตนก็กลัวเขา เพราะเขาเป็นนักเลง ไม่มีใครทำอะไรเขาได้ ตนอยากขอร้องให้เขาทำนิสัยใหม่ ให้ตำรวจตักเตือน อย่ามาทำความประพฤติแบบนี้เลย ตนก็อยากถามเขานะว่าตนไปทำอะไรให้ โกรธตนเรื่องอะไร

นางกนกพร มีแก้ว อายุ 50 ปี ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนมาซื้อบ้านหลังนี้หลังจากน้ำท่วมปี 54 พาลูกสาวและแม่มาอยู่ด้วย เมื่อวานนี้คือหนักสุด ทนไม่ไหวเข้าแจ้งความที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ เพราะสาเหตุที่เขาตะโกนด่าว่าแม่เรา ตอนที่เกิดเหตุตนก็ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร พอดูกล้องวงจรปิดถึงทราบเรื่อง แม่ตนเดินไปซื้อกาแฟที่ร้านแม่เขา ก็ถูกลูกชายเขาตะโกนด่า แม่ตนต้องเจอเรื่องการขี่รถจักรยานยนต์ผ่านบีบแตรใส่ทุกวันมาเป็นเวลา 2-3 ปี ตนก็อดทน ไม่อยากมีเรื่อง เมื่อก่อนขับเข้าออกวันละ 10 กว่าครั้ง บีบทุกครั้ง จนตนต้องไปคุยกับแม่เขาให้ช่วยคุยให้ ก็ลดลงมาเหลือ 2-3 ครั้งต่อวัน เพราะพูดกับเขาไม่ได้ จะโวยวายใส่เสมอ ตนต้องอดทนเพราะไม่อยากมีเรื่องกับเขา ตนพูดจาด้วยคำสุภาพตลอด แต่เขาทำพฤติกรรมแบบนี้มาตลอดจนทนไม่ไหว

เวลาเช้ามืดขับผ่านก็บีบแตร ตนนอนอยู่ที่ห้องก็สะดุ้งตื่น คิดดูว่าแม่อายุ 85 ปี คนแก่ขนาดนี้จะเป็นอย่างไร ตนไม่ทราบว่าสาเหตุเกิดมาจากเรื่องอะไร ก็อยากทราบเหมือนกัน เพราะก่อนหน้าที่เราจะมาอยู่ คู่กรณีเขาเช่าบริเวณหน้าบ้านนี้ไว้ขายของ แต่หลังจากตนมาซื้อบ้าน ก็ไม่ได้ใก้เขาเช่าต่อ ก็ไม่รู้ว่าไม่พอใจเรื่องนี้หรือไม่

นาง กนกพร กล่าวต่อว่า ครั้งนี้ตนทนไม่ไหวแล้ว ความอดทนคนมีจำกัดถึงได้ไปแจ้งความ ปกติแม่อยู่บ้านคนเดียว ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง ถ้าต้องเจอแบบนี้แล้วหัวใจวายไป ซึ่งปกติทุกวันแม่จะออกมานั่งเล่นหน้าบ้านตามประสาคนแก่ เดินออกกำลังกายบ้าง ส่วนเขาก็ขี่รถเข้า-ออกและบีบแตรแบบนี้ เป็นห่วงแม่มาก เพราะแม่ไม่สบายหลายโรค ถ้าตำรวจเรียกไปคุย ตนก็จะคุย อยากรู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ถ้าคุยแล้วให้จบอย่ามาทำแบบนี้อีก

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินเข้าไปที่บ้านคู่กรณีซึ่งห่างไปประมาณ2-3หลังพบนายเก๋(สงวนนามสกุล)อายุ41ปีและนางเลี่ยม (สงวนนามสกุล) อายุ 73 ปี มารดาจึงได้ สอบถามถึงกรณีดังกล่าว ทราบว่า เหตุที่เกิดเมื่อวานเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะอะไรกัน ส่วนเรื่องบีบแตรตนก็บีบแค่ 2 ครั้งตอนเข้า-ออก เพราะว่าจะมีรถผ่านตรงจุดนี้ ต่อจากนี้ไปก็จะไม่บีบแล้วเพราะแม่ตนมาขอร้องว่าไม่ให้บีบ ต่างคนต่างอยู่ไปให้เรื่องมันจบ รับปากว่าจะไม่บีบอีก

ด้านนางเลี่ยม กล่าวว่า เรื่อเมื่อวานก็ไม่ได้ทะเลาะกัน ยายเขาเดินมาซื้อกาแฟที่ร้าน ลูกตนก็กำลังจะขี่รถออกไปข้างนอก ก็พูดว่าเขามาวุ่นวาย แต่พูดเสียงดัง ตนก็ได้บอกลูกไปแล่วว่าเราเป็นร้านค้าและก็เตือนลูกไปแล้วเรื่องบีบแตรว่าอย่าบีบอีก เบื้องต้นผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.รัตนาธิ้บศร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเรียกทั้งสองฝ่ายเข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ย ทำข้อตกลงอีกครั้ง คาสิโน

Grace

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Next Post

หมอถามเอง โรงเรียน "เตรียมแพทย์" ตั้งแต่ ม.1 จำเป็นไหม หวั่นสร้างแผลใจให้เด็ก

อังคาร พ.ย. 9 , 2021
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา […]